น้ำหอม

       “ถ้าพูดถึงสัมผัสทั้ง 5 ที่มนุษย์มี ตั้งแต่ มองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รับรส สัมผัส สิ่งที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของเรามากที่สุดน่าจะเป็นการได้กลิ่น เราจำกลิ่นอาหารได้ จำกลิ่นน้ำหอมของคนพิเศษ กลิ่นกระเป๋าหนัง หรือกลิ่นกระดาษในร้านหนังสือ เราต่างมีความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่น แต่ถ้าพูดถึงเรื่องราวของกลิ่นน้ำหอม จะมีกี่คนที่รู้ว่ามันมีเรื่องราว ที่มาอย่างไร?”

ช่วงบ่ายๆเกือบเย็นของวันพฤหัส เรามีนัดนั่งคุยกับพี่ชุน (ผู้สร้างแบรนด์ natural teller) และผู้ที่ร่วมจัดเวิร์คช็อปที่ฮอตที่สุดอย่าง คอร์ส Solid perfume กับการทำน้ำหอมแห้งโดยเป็นสร้างกลิ่นของตัวเอง และกำลังจะมีเวิร์คช็อปทำกระเป๋าหนังเพิ่มอีกคอร์ส

ตอนนี้เรามาถึงสถานที่นัดก่อนเวลา ประมาณสี่โมงเป็นช่วงเวลา magic hour แสงแดดกำลังส่องลงมากำลังดี ได้มุมที่กำลังสวยในคาเฟ่ที่ พี่ชุนเป็น manager อยู่ที่นั่น เรานั่งสั่งเครื่องดื่ม ทานไปได้สักพัก พี่ชุนก็เดินเข้ามาพร้อมกับข้าวของที่เตรียมมาให้เราดูกันวันนี้ 😀

shopspot_natural_teller-3

shopspot_natural_teller-10

shopspot_natural_teller-11

              

ก่อนจะมาเริ่มต้นทำน้ำหอม :

1609643_593856427361971_941909705_n
ในตอนเเรกเริ่ม เริ่มมาจากแบรนด์กระเป๋าหนังก่อน ทำมาได้ประมาน 3 ปีแล้ว แต่พอทำไปสักพักเราเริ่มเห็นว่า แบรนด์เครื่องหนัง มันเริ่มเยอะขึ้น เพราะมันมีข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ใครก็ทำได้ แต่สิ่งคนทั่วไปไม่รู้ มันมีเทคนิคบางอย่างที่ต้องใช้ความรู้ ใช้ประสบการณ์กว่าจะถึงจุดที่สามารถทำงานออกมาให้เนี๊ยบ หรือ จะดีพอที่จะขายได้

เพราะพอถึงจุดนึง ที่เราอยู่กับมันไปนานๆ  เราก็ต้องหนีคู่แข่งเราไปเรื่อยๆ เพราะแค่เขาซื้อของเราไปแกะแพทเทิร์น ก็สามารถทำกระเป๋าที่เหมือนกันออกมาได้แล้ว เราก็ไม่อยากทำต่อแล้ว เพราะการหนีคนอื่นอยู่เรื่อยๆ มันไม่สนุก เลยหันมาทำน้ำหอมแทน

จุดเริ่มต้นทำแบรนด์น้ำหอม :

พอดีช่วงนั้น เจอเพื่อนที่กำลังทำน้ำหอมอยู่ ก็เริ่มรู้สึกสนใจ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนไทย ที่เป็น Perfumer อยู่จริงๆ ก็ค่อยๆเรียนรู้ ศึกษาจากเพื่อน ทีละนิดมาเรื่อยๆ จนเริ่มผสมน้ำหอมได้ ไปจนถึงจุดที่ใช้ประสบการณ์มากกว่าความรู้ที่สะสมมา ก็เริ่มทดลองฝึกผสมกลิ่นเอง ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน มันน่าสนใจตรงที่ไม่ใช่ใครก็จะมาทำได้ ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมันก็อาจจะมี แต่น้ำหอมมันเป็นอะไรที่ลึกกว่านั้นเยอะ บวกกับส่วนตัวเป็นคนขี้เบื่อ แล้วมาเจอกับอะไรที่เราต้องค้นหาไปเรื่อยๆ เรารู้สึกว่ามันสนุก เพราะ น้ำหอมมันคือการเลือกผสม กลิ่นนึงกับอีกกลิ่นนึง แล้วจึงเกิดเป็นกลิ่นใหม่ขึ้นมา ซึ่งถ้าเรานำมาผสมในปริมาณที่ไม่เท่ากันอีก มันก็มีโอกาสสร้างกลิ่นใหม่ๆขึ้นมาได้อีก

shopspot_natural_teller-16
ชื่อ Natural Teller มีที่มายังไง? :
เรารู้สึกชอบอะไรที่เป็น “ธรรมชาติ” ตั้งแต่เครื่องหนัง ก็คือวัตถุดิบจากธรรมชาติ น้ำหอมก็เหมือนกัน เพราะเราตั้งใจว่า จะทำแบรนด์อะไรที่เป็นธรรมชาติ อย่างชื่อ  Natural Teller ก็คือการบ่งบอกถึงเรื่องเล่าจากธรรมชาตินั่นเอง เหมือนเราทำกลิ่นขึ้นมากลิ่นนึง โดยอ้างอิงจากสถานที่ ที่เราคิดขึ้นมา แล้วก็ทำเป็นคอนเซ็ปต์นั้น ซึ่งแบรนด์ Natural Teller ก็คือ การเล่าเรื่องราวธรรมชาติผ่านน้ำหอม

12391024_813433712100873_7150090307291489528_n
เรารู้สึกว่า จริงๆเราไม่ได้เป็นคน perfectionist แต่จะไม่ชอบให้มาแตะงาน เพราะเคยมีประสบกาณ์การทำงานที่ต้องผ่านมือคนอื่นมาก่อนจะถึงมือเรา ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่อยากไปคอยคุม หรือ บังคับคุณภาพการทำงานของคนอื่น เราเลยอยากทำอะไรที่ เริ่มด้วยตัวเรา และ จบด้วยตัวเราเองได้ด้วย ซึ่งทั้งเครื่องหนัง และ น้ำหอม ก็เป็นแบบนั้นอยู่


ความยาก หรือ อุปสรรค ระหว่างการทำ ทั้งเครื่องหนัง และ น้ำหอม มีอะไรบ้าง :
เครื่องหนังมีความยากตรงที่มีคู่แข่งใหม่มาเรื่อยๆ มีทั้งแบรนด์ใหม่ หรือ แบรนด์ที่อยู่มานานๆก็ขึ้นอยู่กับ
เเบรนด์ว่ามีวิธีการสร้างแบรนด์ การทำการตลาดยังไงบ้าง

10560356_677702772310669_2709424336701614147_o

ส่วนเรื่องน้ำหอม สิ่งที่ยากก็คือ ก่อนมาทำน้ำหอม เราไม่เคยคิดถึงเรื่องเเบบนี้มาก่อน ก็มีใช้น้ำหอมนะ แต่ก็ใช้แบบไม่ได้สนใจอะ พอมาทำน้ำหอมเองจริงๆ ถึงได้รู้ว่ามันเป็นอะไรที่ลึกมากจริงๆ มีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกเยอะ ไม่ใช่แค่เรื่องของการที่จะผสมยังไง แต่เป็นความรู้ที่ลึกลงไปถึงเรื่องการผสมว่าตัวนี้ ต้องผสมกับตัวนี้ ถึงจะเชื่อมกันออกมาเป็นกลิ่นนี้ได้ มันคือการใช้ประสบการณ์ แล้วลองทำออกมาเรื่อยๆ

แล้วมันจะมีช่วงที่เรารู้สึกว่า เราติดอยู่กับสิ่งที่เราชอบมากๆ เราจะมีกลิ่นที่ชอบอยู่ไม่กี่ตัว เช่น พวกกลิ่น ไม้ กลิ่นควันไหม้ น้ำมันสัตว์ เหมือนกับว่า เราเอาตัวเองออกจากสิ่งที่เราชอบตรงนั้นไม่ได้ เวลาฝึกทำกี่ที ก็จะหยิบกลิ่นที่ชอบมาก่อนตลอด ก็กลายเป็นว่าเราไม่สามารถเคลียร์กลิ่นพวกนี้ให้เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้
shopspot_natural_teller-8

สรุปก็คือสิ่งที่เราทดลองไป มันให้ความรู้สึกที่ออกมาเหมือนๆกันเสมอ ไม่มีความใหม่ ก็เป็นความยากของเราที่ต้องค้นหาอะไรใหม่ๆให้ตัวเองเรียนรู้อยู่ตลอด  เราก็เริ่มลงทุนให้ตัวเองเพิ่ม อย่างซื้อกลิ่นใหม่ๆมา ซื้อน้ำหอมกลิ่นใหม่ๆ ลองดมกลิ่นน้ำหอมแบรนด์ที่ค่อนข้าง niche ที่แตกต่างจากแบรนด์ทั่วไป ไม่ใช่แบรนด์ดังๆที่ขายตามห้าง ก็ทำให้รู้สึกแตกต่างมากยิ่งขึ้น

shopspot_natural_teller-7

หลังจากที่ได้สัมผัสน้ำหอมแบรนด์ niche แล้ว ได้มีการนำไอเดียหรือคอนเซปต์กลิ่นเหล่านั้น มาต่อยอดเป็นแนวทางการผสมน้ำหอมกลิ่นของตัวเองด้วยหรือเปล่า? :
มีบางกลิ่น อย่างเช่นกลิ่น Hiris ของ Hermes ที่ชอบมากๆ แต่เราไม่รู้ว่าจะสร้างกลิ่นที่เหมือนกับแบบนี้ขึ้นมาได้ยังไง แต่พอมาเจอกลิ่น Hiris ที่เกิดมาจากการผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ แล้วมันก็กลายเป็นอีกกลิ่น ที่แปลกขึ้นไปอีก ทำให้รู้สึกได้ว่า จริงๆเราสามารถหลุดจากสิ่งเดิมๆที่เคยชอบ เคยยึดติดได้ แล้วสามารถสร้างกลิ่นใหม่ๆที่ไม่เคยคิดว่าจะเข้ากันได้ ให้ออกมาเป็นกลิ่นที่แตกต่างขึ้นมาจากเดิม

shopspot_natural_teller-33

shopspot_natural_teller-18

หรือบางที เราเริ่มต้นจากการที่เราหลับตาแล้วหยิบ raw material ขึ้นมา ตั้งโจทย์ให้ตัวเอง ว่าเราจะทำยังไงกับกลิ่นนี้ โดยที่ทำให้กลิ่นนี้เป็นกลิ่นหลักให้ได้ แล้วเราก็ฝึกจากตรงนั้น ไล่มาเรื่อยๆ ทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น ว่ากลิ่นตัวไหนมีลักษณะอย่างไร มี mood&tone ยังไง แล้วให้ความรู้สึกแบบไหน?

ตอนนี้ มีน้ำหอมประเภทเดียวใช่มั้ยคะ :
จริงๆตอนแรก คิดอยากจะทำของอย่างอื่นก่อน เช่น Solid perfume,  Room Spray, Pillow Spray คือน้ำหอมสำหรับปรับอากาศ หรือ พ่นในหมอน แต่ก็กลับมาคิดว่าอยากให้แบรนด์เราเปิดตัวด้วยน้ำหอมไปเลยดีกว่า ไม่อยากให้เปิดด้วยชิ้นเล็กๆก่อน แล้วไปจบที่นำ้หอม อยากให้คนจำภาพแบรนด์ Natural Teller เป็นแบรนด์น้ำหอมเลยมากกว่า เลยอยากโฟกัสที่น้ำหอมเป็นหลัก

อย่างตอนนี้มีกลิ่นใหม่ที่เพิ่งคิดขึ้นมา เป็นกลิ่น iris ที่เราทำขึ้นมาเอง เป็นกลิ่นที่มีความแปลกจากปกติ จากส่วนผสมเกือบประมาณ 30 ชนิดได้ เช่น ถ้าดม กลิ่นแรกที่สัมผัสจะเป็นกลิ่นลูกพรุน จะให้ความรู้สึกฉ่ำๆ สดชื่นๆ กลิ่นที่ตามมาจะเป็นกลิ่นของดอกไอริส แล้วพอกลิ่นไอริสเริ่มจาง ด็จะได้กลิ่นพวกไม้กับพวกรากไอริสขึ้นมาแทน

shopspot_natural_teller-32
เพราะคอนเซ็ปต์ของกลิ่นนี้ คือเราต้องการเล่าเรื่องของธรรมชาติ ในรูปแบบของคู่ชีวิต หรือ คู่รัก เช่นกลิ่นช่วงแรก สื่อได้เหมือนกับช่วง คน 2 คนที่เป็นแฟนกัน แล้วหลังจากนั้น ก็จะค่อยๆหม่นลง ความสดชื่นก็จะน้อยลง จนค่อยๆจางลง คือเราจะสื่อถึง จุดจบของความรัก หรือ ความตาย การที่เราเลือกดอกไอริส มาเป็นส่วนผสมหลักของกลิ่น  เพราะจริงๆเเล้ว ดอกไอริสคือดอกไม้ที่เค้าเอาไว้วางรอบหลุมศพ ก็เลยตั้งชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Le Messager de la dieu (เลอ มาสซาจเช่อะ เดอ ลา จู) แปลว่า ผู้ส่งสารจากพระเจ้า เพราะดอกไอริส ในภาษากรีก เป็นตัวแทนของผู้ส่งสารจากพระเจ้า เหมือนที่เราปลูกเอาไว้ข้างหลุมศพ เป็นการนำพาเค้าขึ้นไปหาพระเจ้า

น้ำหอมแต่ละขวด ก็จะมีเรื่องราวต่างกันออกไป ? :
อยู่ที่คนเล่ามากกว่า ว่าจะมีแรงบันดาลใจมาจากไหน เช่น บางคนอาจจะเล่าเกี่ยวกับสถานที่ที่เคยไป ความทรงจำที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ Perfumer มักจะเล่าเรื่องผ่านความทรงจำของตัวเอง เพราะว่าจริงๆแล้ว เรื่องน้ำหอมเป็นเรื่องของ sense ของกลิ่น และกลิ่นเป็นอะไรที่มีผลต่อความทรงจำของคนเรามากที่สุด เช่น บางคนได้กลิ่นอะไรบางอย่าง แล้วรู้สึกว่ากลิ่นเหมือนบ้านคุณยายจังเลย อะไรแบบนี้เป็นต้น คือ กลิ่นมันทำให้เรานึกถึงฉากในชีวิตขึ้นมาได้ง่ายมาก ซึ่งเราคิดว่ามันแล้วแต่คนเล่า ว่าจะเล่ายังไง เล่าไปในทิศทางไหน แล้วปรุงกลิ่นออกมาแบบไหน มันเหมือนผืนผ้าใบ ให้เราวาดรูปลงไป ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาสีต่างๆมาผสมออกมาให้เป็นภาพวาดแบบไหน ซึ่งก็ต้องใช้ประสบการณ์ ถ้าเพราะผสมมั่วๆลงไป ภาพมันก็จะออกมาเป็นสีตุ่นๆ ไม่มีอะไรชัดเจน เพราะฉะนั้น มันต้องทำให้เกิดความพอดี ความลงตัว ถ้ามันมีอะไรน้อยหรือมากไป สิ่งที่ออกมาก็อาจจะไม่ตรงตามที่เราวางคอนเซ็ปต์ไว้

1935483_813418028769108_4346255754212549320_n

แล้วมีเรื่องอื่นๆอีกมั้ยที่เราสร้างกลิ่นผ่านเรื่องราวของเรา :
จริงๆมีอีกกลิ่นนึงที่เราลองผสมขึ้นมา เป็นกลิ่นดอกกุหลาบ กับ กลิ่นเครื่องหนัง เพราะมันมาจากความตั้งใจที่เราอยากจะทำน้ำหอมกลิ่นนี้ให้แฟน คือส่วนตัว เครื่องหนังเป็นสิ่งที่เราทำมาก่อนหน้านี้ ในห้องเรามีแต่กลิ่นหนัง แล้วแฟนเราเป็นคนชอบดอกกุหลาบ เลยเป็นที่มาของกลิ่นนี้ มีอยู่ช่วงนึงเราจะทำน้ำหอมไปให้แฟนที่อังกฤษ เราเลยต้องไปซื้อดอกกุหลาบมานั่งดมว่า จริงๆแล้วกลิ่นของมันเป็นยังไง บวกกับไปดมกลิ่นบางแบรนด์ที่เค้าชอบแต่ละตัว แล้วก็ทำส่งไปให้เค้า ลักษณะกลิ่นจะค่อนข้างหม่นๆนิดนึง เหมือนห้องนอนผู้ชายดิบๆแต่ก็ยังมีความหวานของกุหลาบอยู่

shopspot_natural_teller-22

เรื่องที่ประทับใจ ระหว่างการทำงาน :
สิ่งที่ประทับใจ จะเป็นเรื่องลูกค้า เช่นตอนที่ทำ  Solid Perfume เราไม่ได้คิดว่ามันจะขายได้หรือขายไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แค่อยากลองทำเฉยๆ แต่เราเป็นคนที่ชอบอะไรแล้ว จะมี Passion กับมันค่อนข้างสูง อย่างน้ำหอม ตอนแรกก็แค่อยากลองเล่น แต่ไปๆมาๆก็เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ พอเป็นงานที่ต้องทำให้กับลูกค้า แล้วเค้าชอบและรู้สึกดีกับงานเรา เลยรู้สึกดีกว่าการที่เราไปสั่งงานใครบางคน ให้ทำให้เรา แล้วเราก็เอาไปขาย แต่มันคือการสร้างสรรค์อะไรบางอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง มันคือการขายสิ่งที่เราเป็นคนสร้างขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่การซื้อมาขายไปแล้วจบ การได้ทำน้ำหอมขึ้นมาแล้วมีคนชอบมัน เราก็พอใจแล้ว เหมือนเค้าชอบที่ผลงานเราจริงๆ

ขั้นตอนการคิด ตอนเราทำน้ำหอมแต่ละกลิ่นขึ้นมา หรืองานกระเป๋าหนังที่เราทำ:
เริ่มแรกเลยคือ ต้องคิดก่อนว่า อยากได้กลิ่นอะไรเป็นกลิ่นหลัก แล้วจะพยายามนึกภาพว่า ถ้าเราดมแล้ว นึกถึงอะไรแล้วจะเริ่มสร้างเรื่องราวจากตรงนั้น แล้วพอมีเรื่องราวแล้วก็ค่อยหากลิ่นตัวอื่นๆมาช่วยเสริมให้เรื่องมันมีเลเยอร์ที่มากขึ้น ครอบคลุมกับเนื้อเรื่องที่วางไว้มากขึ้นจนกลมกล่อม ลงตัวตามเรื่องที่อยากจะเล่า

ส่วนเครื่องหนัง ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาสั่งซื้อ จะต้องรอของนานหน่อย แต่เค้าก็ยอมที่จะรอ ซึ่งเรารู้สึกดีกับตรงนั้นนะ ที่ว่า มีคนตั้งใจรอเพื่ออยากได้ผลงานจากเราจริงๆ คนส่วนใหญ่จะบอกว่า รอได้ ไม่ต้องรีบ ทำให้เรายิ่งต้องตั้งใจทำชิ้นงานของลูกค้าที่เสียเวลารอ ให้ดีที่สุดด้วย

shopspot_natural_teller-17

เสน่ห์ของการทำ น้ำหอม สำหรับเราคืออะไร :
มันน่าสนใจตรงที่ ถ้าเราเอา raw materials 20 กลิ่น ไปให้คนทำน้ำหอม 10 คนทำ ก็จะได้กลิ่นน้ำหอมที่ไม่เหมือนกันทั้ง 10 คนนะ เพราะแต่ละคนจะมีวิธีการเล่าเรื่องของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ต่อให้ใช้ raw materials ตัวเดียวกัน แต่คนผสมแต่ละคนก็จะสร้างกลิ่นออกมาได้คนละแบบอยู่ดี

น้ำหอมแต่ละประเภทในความคิดของเรา มีความยากง่าย หรือ ลักษณะพิเศษแตกต่างกันยังไงบ้าง? :
อย่าง Solid Perfume จะเป็นน้ำหอมติดตัว จะเป็นแค่ออร่าเล็กๆรอบตัว เหมือนกับเวลาเราเพิ่งอาบน้ำเสร็จออกมา จะได้กลิ่นหอมของสบู่ มันจะอยู่แค่นั้น ข้อดีของมันคือ เวลาที่กลิ่นเริ่มจางเมื่อไหร่ เราก็สามารถแต้มต่อได้เลย เพราะมันเป็นตลับเล็กๆ พกพาไปไหนก็ได้ ซึ่งคนต่างประเทศ มักจะชอบพกติดตัวกัน เพราะมันไม่วุ่นวายเรื่องพกพาใส่กระเป๋า

ส่วนน้ำหอมจริง ก็จะมีพวก Perfume Oil ที่เป็นพวกหัวน้ำมันก็จะเน้นเรื่องกลิ่นที่ติดทนนานมากกว่า น้ำหอมแอลกอฮอล์ เพราะจะระเหยได้ง่ายกว่า ซึ่งคนที่ใช้น้ำหอมแอลกอฮอล์ คือต้องการให้กลิ่นมันกระจายตัว แต่น้ำหอมแบบน้ำมัน กลิ่นจะไม่กระจายแต่ติดทนนาน

ตอนนี้ที่เล็งๆไว้ อยากจะทำน้ำหอมแบบไหนบ้าง:
จริงๆตอนนี้ก็อยากจะทำตัวน้ำหอมขวดนี่ก่อน แต่ว่าอยากจะเพิ่มลูกเล่นอะไรบางอย่างเข้าไปในแบบที่ อุตสาหกรรมใหญ่ๆเขาทำไม่ได้ เช่น ตอนนี้กำลังสั่งรากดอกไอริสจากอังกฤษเข้ามา จะเอารากของดอกไอริสแห้งมาผสมกับแอลกอฮอลล์ ก่อนที่จะเอาแอลกอฮลล์มาเป็นตัวละลายน้ำหอมอีกที ซึ่งมันจะได้กลิ่นอีกอารมณ์นึง เหมือนกับการที่เราเอากลิ่นของแอลกอฮอลล์ไปผสมกับอะไรบางอย่าง เพื่อให้ดูดซับกลิ่นนั้นเอาไว้ก่อนที่จะเอาไปทำเป็นหัวน้ำหอมอีกที 

shopspot_natural_teller-27

เพราะส่วนใหญ่ น้ำหอม ทุกวันนี้ก็ผสมแอลกอฮอล์กันใช่รึป่าว?:
ใช่ อย่างน้ำหอมแบรนด์ต่างๆที่เราหาซื้อได้ตามห้าง ก็จะเป็นแบบแอลกอฮอล์กันเกือบ 100%

แล้วถ้าถามถึง ผลงานจากแบรนด์เครื่องหนัง มีชิ้นไหนที่ชอบเป็นพิเศษมั้ย? :
ก็จะมีตัว Minimal Wallet ที่จะสอนใน Workshop กับ ShopSpot นี่แหละ เพราะว่าเป็นชิ้นงานที่คิดว่า ออกแบบมาได้ดี เราเคยคิดว่า กระเป๋าสตางค์ที่ต้องเปิดแล้วก็แหวกออกอีกรอบ มันดูยุ่งยากน่ารำคาญเวลาใช้งาน ซึ่งผู้ชายส่วนมาก ไม่ค่อยชอบพกอะไรใหญ่ๆ ซึ่งตัว Minimal Wallet พอเปิดแล้วก็หยิบเงินออกมาได้เลย ง่ายต่อการใช้งาน ไม่จำเป็นต้องใหญ่มากด้วย แล้วก็เป็นแบบที่แปลก ไม่เหมือนใครเท่าไหร่

shopspot_natural_teller-38

shopspot_natural_teller-35

ในอนาคต มีแพลนที่อยากจะพัฒนาแบรนด์ตัวเองไปในทางไหน :
ตั้งใจอยากจะทำแบรนด์น้ำหอมให้เต็มที่ จะทำให้ประสบความสำเร็จให้ได้ แล้วจะดึงเอาเครื่องหนังเข้ามาช่วยสร้างลูกเล่นเล็กๆน้อยๆ เหมือนเราเอาความรู้จากการทำเครื่องหนังมาประยุกต์ใช้กับการทำแบรนด์น้ำหอมต่อ เช่น อาจจะเอาเครื่องหนังมาเป็นตัว label หรือ นามบัตรหนัง ที่มีกลิ่นน้ำหอม 

ซึ่งจริงๆเรา ก็ไม่ได้คิดว่าจะขายในห้าง แต่อยากมีแค่หน้าร้านเล็กๆให้คนที่สนใจ อยากจะซื้อน้ำหอมเรา ได้เข้ามาดมกลิ่นด้วยตัวเอง หรือเดินเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับน้ำหอม กับเราที่ร้าน อีกอย่างสมัยนี้ แค่มีอินเตอร์เน็ตก็สามารถขายของได้แล้ว อยู่ที่ว่าจะนำเสนอ ออกไปยังไง ให้สินค้าเราดูน่าสนใจ และก็อยากทำให้มันเป็นแบรนด์น้ำหอม Local ที่ทำให้ฝรั่งเห็นว่า แบรนด์ไทยก็เจ๋งได้เหมือนกันนะ

shopspot_natural_teller_shun-3

อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังเริ่มทำแบรนด์ของตัวเองบ้าง :
จริงๆเราก็ยังไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จอะไร แต่เราเป็นคนที่ถ้าสนใจอยากจะทำอะไร ก็จะบ้ากับสิ่งนั้นเอามากๆ อย่างตอนที่เริ่มคิดว่าจะทำน้ำหอม เราแทบจะเอาเงินเดือนทั้งหมดของเดือน ไปซื้อ raw materials น้ำหอมพวกนี้มาลองดม จริงๆจังๆ แต่เรารู้สึกว่าการสร้างอะไรบางอย่าง ต้องลงทุนกับมัน เริ่มจากลงทุนความรู้ ศึกษาและทดลองทำจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าลงทุนจนหมดตัว เป็นหนี้ เป็นสินอะไรแบบนั้น แค่รู้จักลงทุนกับสิ่งที่ต้องการจะทำ เพราะเรามองว่าพวกนี้เป็นสิ่งที่เราจะเอามาต่อยอด ทำเงินในอนาคตได้มากกว่า

shopspot_natural_teller-13

ตอนนี้กำลังจะมีเวิร์คช็อปทำกระเป๋าหนัง ช่วยแนะนำคอร์สเบื้องต้นให้กับคนที่สนใจอยากเรียน Workshop:
ถ้าเป็นคอร์สทำเครื่องหนัง เราบอกได้ว่า มันเป็นสิ่งที่เราอยู่กับมันมา 2-3 ปี เราสามารถเอา องค์ความรู้และประสบการณ์ที่มีมาสอนให้คุณนำไปต่อยอดเองได้แน่นอน สิ่งที่ยากสำหรับงานเครื่องหนังคือ การออกแบบแพทเทิร์น และอีกสิ่งที่คนไม่ค่อยบอกกันคือ เรื่องของเคล็ดลับ เทคนิคเล็กๆน้อยๆ ซึ่งมันทำให้คุณไม่ต้องไปเสียเงินกับสิ่งเล็กๆน้อยๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อมา ซึ่งเราก็จะบอกด้วยว่า อะไรดี อันไหนไม่ดี ควรเลือกอะไรแบบไหนมาทำ ซึ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่คุณหาทางอินเตอร์เน็ตไม่ได้แน่ๆ แต่เราจะถ่ายทอดและสอนให้ในคอร์สนี้เท่านั้น

shopspot_workshop_may_leather
สมัครเวิร์คชอป : ลงทะเบียน ที่นี่!!
หรือ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : 
LeatherWalletHandmade#25
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเวิร์คช็อปทำน้ำหอมแห้ง : Solid Perfume Workshop#26

              หลังจากที่เราได้ลองคุยกับพี่ชุน จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า การที่เราตั้งเป้าหมายจะทำอะไร ระหว่างทางมักเป็นสิ่งที่ยากที่สุด เรามักจะมองจุดสุดท้าย ว่าอยากจะไปยืนอยู่ตรงนั้นบ้าง ทางลัดจึงเป็นสิ่งเราคิดถึงอยู่เสมอๆ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นรายละเอียดเล็กๆ ระหว่างระยะทางที่เราเดินไปนี่แหละ
             สุดท้ายจริงๆ เราก็คงเป็นคนที่ตัดสินเอง ว่าจะเลือก ทางลัด หรือ เลือกสนใจรายละเอียดระหว่างทาง ที่แต่ละคนสร้างขึ้นมาไม่เหมือนกัน :)

สามารถติดตามแบรนด์ Natural Teller ได้ที่
Facebook :  Natural Teller
Instagram : @naturalteller
Email : natural.teller@gmail.com

ติดตามแบรนด์เครื่องหนัง Novemberhandcraft
Facebook : November Handcraft
Instagram : @novemberhandcraft
Line ID : northern_honour
Email : november.handcraft@gmail.com

สถานที่ @ Whiteboard Game Cafe
BTS พระโขนง

ติดตามข่าวสารของเราได้ที่
Instagram : ShopSpot_TH
Facebook : ShopSpot TH

Shopspot_free_download

 

บทความที่คุณอาจจะชอบ

กระเป๋าสตางค์ผู้ชาย ของขวัญสำหรับคนพิเศษ... เมื่อถึงวันสำคัญทั้งที เราเองก็อยากหาของขวัญไปเซอร์ไพร์สคนที่เรารักหรือคนสำคัญกันใช่มั้ยล่ะ? ไหนจะของขวัญวันเกิด ของขวัญปีใหม่ ของขวัญวันวาเลนไทน์ หรื...
Vintage Old School : ความทรงจำก่อนยุคดิจิตอล ย้อนว... ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาสาวน้อยคนนี้เป็นอย่างดี  'ก้อย อรัชพร โภคิณภากร' สาวร่างเล็กกับลุคสตรีทสุดเซอร์ ที่ปรากฎตัวให้เราเห็...
adidas BROOKLYN CREATOR FARM พื้นที่เพื่อการสร้างส... “ adidas BROOKLYN CREATOR FARM ” สถานที่สำหรับนักสร้างสรรค์เพื่อการสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัดของอาดิดาส “การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ” หรือ “Creatin...
5 ทริค ‘แต่งตัวไปสัมภาษณ์งาน’ ยังไงให้... แต่งตัวไปสัมภาษณ์งาน ยังไงไม่ให้คอตกนกกลับมา แถมยังมีสไตล์ เอาใจสาว First Jobber ที่ยังไม่รู้ว่าต้องแต่งตัวยังไงถึงจะเหมาะสมลองไปดู 5 ทริคเจ๋ง ๆ แต่...