shopspot_1st_community_workshop

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2559 ทาง ShopSpot ได้จัดสัมมนา สำหรับร้านค้าและผู้ที่สนใจในหัวข้อ
Marketing Tools : “ติดอาวุธการตลาดสำหรับร้านค้าออนไลน์ด้วย Mobile Commerce”
โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร คุณณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Marketing และแบรนด์ชั้นนำ 3 แบรนด์
ได้แก่ แบรนด์ Era-won แบรนด์ Zettino และ แบรนด์ Nympheart ซึ่ง ShopSpot
จะมาสรุปรายละเอียดและเกร็ดดีๆ ที่ได้จากงานสัมมนาในครั้งนี้ มาให้ฟังกันนะคะ

“ติดอาวุธการตลาดสำหรับร้านค้าออนไลน์ด้วย Mobile Commerce”

Session 1 : Marketing tools

shopspot_community_workshop-9-min

คุณณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง (พี่แก่) นักการตลาดดิจิตอล ได้พูดถึงเครื่องมือการตลาดที่ปัจจุบัน มีเครื่องมือการตลาดอยู่มากมาย
ทั้ง Facebook, IG, Line@, Google แต่คำถามที่สำคัญคือ “ใช้ให้เป็นคืออย่างไร” ทำไมบางร้านใช้และเวิร์ค แต่ทำไมบางร้านใช้แล้วไม่เวิร์ค นั่นเป็นเพราะมัน ” ไม่ใช่เป็นเรื่องของเครื่องมือ แต่เป็นเรื่องของวิธีการใช้ “ และที่สำคัญคือ คุณต้องรู้ว่า ปัญหาของคุณอยู่ตรงไหน และรู้ว่าจะแก้อย่างไร

shopspot_community_workshop-6-min_resize-min

“คนฉลาดคือคนที่ใช้เงินจำกัด กับอะไรที่แก้ปัญหาตัวเองแล้วเวิร์คที่สุด”

  • การตลาดไม่ใช่แค่การโฆษณา แต่มีเรื่อง (4P)
    – Product
    – Price
    – Place
    – Promotion
    หาให้เจอว่าปัญหาของคุณอยู่ตรงไหน
  • ช่องทางการขายแต่ละช่องทางมีประโยชน์คนละแบบ

shopspot_community_workshop-10-min

Mall หรือแหล่งรวมร้านค้า เช่น จัตุจักร ShopSpot หรือห้างสรรพสินค้า
ข้อดี : จะมีคนกระจุกอยู่ที่นั้น มีคนเข้าถึงเยอะ
ข้อเสีย : เราต้องไปแข่งกับคนอื่น ซึ่งเราต้องทำให้ร้านของเราเด่นออกมา

ร้านเดี่ยว เช่น Instagram
ข้อดี :เราจะทำยังไงก็ได้
ข้อเสีย : ลูกค้าต้องรู้จักเราและไปร้าน

  • จะเปิดที่ไหนนั้น ให้วางแผนให้ดีๆว่าลูกค้าของเราอยู่ตรงที่นั้นหรือเปล่า
ทั้งนี้พี่แก่ ได้อธิบายเพิ่มเติมและเข้าใจมากขึ้นถึงคำว่า การตลาดออนไลน์หรือ Digital Marketing
  • Digital Marketing ช่วยให้ทุกคนอยู่ในตลาดเดียวกันได้ เจ้าเล็กๆสามารถซื้อโฆษณาสู่แข่งกับเจ้าใหญ่ได้ อยู่ที่ซื้อเป็นหรือไม่เป็น
  • การลงโฆษณาที่ดี ไม่จำเป็นต้องลงโฆษณาเพื่อให้ทุกคนเห็น ลงเพื่อให้ใครบางคนเห็นก็พอ
  • คำถามที่สำคัญคือ “ใครบางคนคือใคร” “อายุเท่าไร” “อยู่ที่ไหน” “สนใจเรื่องอะไร”
  • Digital Marketing คือการ targeting คือการรู้ว่าเราจะสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงแบบไหน
  • สินค้าทุกสินค้าในโลกมีคนซื้อ เพียงแต่คุณหาคนซื้อเจอหรือเปล่า?
  • เราซื้อของเพราะมันเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาให้เรา  ถ้าคุณทำให้เขาเห็นว่าสินค้าคุณแก้ปัญหาให้เขาได้ เขาจะซื้อคุณ
  • ทำการตลาดอย่าลืมดูเรื่อง (ROAS)Return On Advertising Spending  เราลงทุนจ่ายเพื่อการโฆษณาไปเท่าไร สิ่งได้กลับมาเป็นเงินเท่าไร ถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่าจ่ายเงินมั่วซั่วนะ

 

shopspot_community_workshop-11-min_resize-min

Tips

  • การลงโฆษณา เช่น โฆษณาใน facebook ไม่จำเป็นต้องลงชุดเดียว ลองโฆษณาหลายๆแบบ แล้ววัดผลว่า แบบไหนที่ให้ผลตอบแทนเราได้ดีที่สุด
  • ให้มองลูกค้าเป็นวงกลมใหญ่ๆ วงกลมหนึ่งวงแล้วมีวงเล็กๆอยู่ในั้น คำถามคือ “ตอนนี้คุณจะเก็บวงเล็กๆวงไหน และคุณจะใช้เงินกับวงไหนคุ้มที่สุด (วงไหนใช้เงินน้อยสุด แล้วได้มากที่สุด)

shopspot_community_workshop-7-min

 

shopspot_community_workshop-4-min

พี่แก่ได้เล่าให้ฟังเครื่องมืออื่นๆที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม เช่น Google / Email / Website / Youtube / Influencer
Google
  • ลูกค้าส่วนใหญ่ พิมพ์ของที่จะซื้อมากกว่าพิมพ์ชื่อร้านค้า
  • เครื่องมือการตลาด เช่น Adword มีคำเยอะมากที่เราสามารถซื้อประมูลได้ ขึ้นอยู่กับการวางแผน มันคือการเปิดให้คนตัวเล็กตัวใหญ่สามารถสู้ได้ด้วยหน้ากระดานเดียวกัน

Email

  • อีกเครื่องมือที่ไม่ควรมองข้าม ลูกค้าบางคนซื้อสินค้าเพราะได้รับเมล์จากร้าน

Website

  • เว็บไซต์ที่ดีควรจะ มีข้อมูลครบถ้วน , ดีไซน์สวยงาม, รองรับการใช้งานบนมือถือ, และใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
  • เว็บไซต์ช่วยเพิ่มเรื่อง SEO ทำให้ลูกค้าเจอร้านของคุณง่ายขึ้น (แต่ว่าไม่จำเป็นต้องมีทุกคนนะ)
    ( Note : ShopSpot มีการช่วยเรื่อง SEO กับร้านค้าที่มาเปิดด้วยนะคะ)
  • หน้าร้านถ้าเห็นวินาทีแรก แล้วลูกค้ารู้สึกยุ่งยาก คนก็ไม่สนใจ
Youtube (Video format)
  • การทำ Video Viral อย่าหลงเชื่อกับจำนวนที่คนแชร์ เพราะมันไม่ทำให้เกิดรายได้ สิ่งที่คุณต้องการคือ ” ยอดขาย “

Influencer

  • Influencer แต่ละคนมีทั้งเวิร์คและไม่เวิร์ค ถ้าคุณฉลาดใช้และใช้ถูกคน มันเวิร์คมาก แต่ Influencer ไม่ได้วัดว่าคนดังไม่ดัง
  • การใช้ Influencer ต้องดูว่า คนๆนั้นมีอิทธิผลต่อกลุ่มเป้าหมายของคุณหรือเปล่า
  • ถ้าคุณจะใช้ Influencer ให้ลองตอบคำถามเหล่านี้
    1. เป็น influencer จริงหรือเปล่า ? : ถ้าจะใช้อย่าหลงเชื่อตัวเลข คน follow เป็นล้าน แต่คนเหล่านั้นไม่ใช่ลูกค้าคุณก็ไม่มีประโยชน์
    2. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคุณหรือเปล่า
    3. เขาเกี่ยวข้องกับเราหรือไม่
    4. เชื่อถือได้ไหม
    5. ประวัติเขาเป็นอย่างไร
Customer Journey
เราจะเข้าใจเครื่องมือการตลาดทั้งหมดได้ ถ้าเข้าใจเรื่อง Customer Journey มันคือการเข้าใจลูกค้า ตั้งแต่เขายังไม่ซื้อสินค้า ดูว่าเขาทำอะไรบ้าง
ทุกขั้นตอนมีเหตุที่มีความเสี่ยงที่ทำให้เขาไม่ซื้อทันที
  • คนไม่ได้ซื้อที่ตัวสินค้า คนซื้ออะไรที่มันแก้ปัญาให้เค้าได้
  • ให้ลองจินตนาการ ถ้าเกิดเราเป็นลูกค้า เราจะทำอะไร เพื่อซื้อสินค้า จินตนาการให้เกิดทุกแบบ แล้วคุณจะรู้ว่าทำยังไงเพื่อเก็บเขาให้ได้

กลยุทธ์ที่ควรจะรู้

  • ตอบให้ได้ว่า ลูกค้าของคุณคือใคร ยิ่งแคบเท่าไรยิ่งดี เพราะคุณจะได้ลงทุนกับมันได้ เช่น ถ้าคุณขายเสื้อผ้า ลองแบ่งกลุ่มเป้าหมายของคุณเป็น 3 กลุ่มที่ไม่เหมือนกัน แล้วคุณเอาโฆษณารัน 3 กลุ่มนี้พร้อมกัน แล้วดูว่ากลุ่มไหนเวิร์คสุด
  • สื่อสารกับลูกค้าได้ยังไง มันมี steps อยู่ 5 steps Research >> Engage >> Purchase >> Support >> Advocate
    ทั้ง 5 step ต้องการข้อมูลไม่เหมือนกัน
  • ฟังผู้บริโภคอยู่เสมอ !!!!
  • เรียนรู้และเลียนแบบจากคนที่สำเร็จ ไม่ได้หมายถึง copy ถ้ามันมีตัวอย่างดีๆ ไปเอาความคิดของเขามาแล้วมาถามตัวเองว่า
    เราใช้ประโยชน์อะไรจากเขาได้บ้าง
  • เรียนรู้จากความผิดพลาดก็ได้ จดมา อะไรที่เราไม่ชอบ อย่าทำๆๆ
  • ดูคู่แข่งเยอะๆ นำข้อเสียของเขามาเตือนตัวเองว่า อย่าทำ ! อย่าทำ! และอย่าทำ !
  • ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว หาปัญหาขอคุณให้เจอ แล้วตั้งให้เป็นวัตถุประสงค์
  • สูตรสำเร็จมันใช้ได้กับคนบางคน และใช้ไม่ได้กับใครหลายๆคน
  • เครื่องมือ จะไม่มีประโยชน์ ถ้าคุณไม่รู้จะเอาเครื่องมือมาแก้ปัญหาอะไร

การตลาด ไม่ใช่การถามว่า “ทำอย่างไรให้คนมาซื้อ”
แต่ให้ถามว่า“ทำไมคนถึงไม่มาซื้อสินค้าของคุณ”

Session 2 : แชร์ประสบการณ์จาก 3 แบรนด์ดัง

shopspot_community_workshop-20-min-1

Q : แต่ละแบรนด์เริ่มทำแบรนด์มาตั้งแต่เมือไร?

Zettino  : เริ่มทำแบรนด์เมื่อ เมษายน 2014 เริ่มกัน 5 คน ร่วมหุ้นกันคนละ 20,000 บาท ตอนนั้นแบรนด์เครื่องหนังก็ดูไม่ค่อยเยอะ เราก็เริ่มจาก Facebook , Instagram จนตอนนี้มีคนติดตาม ประมานแสนสองหมื่น ตอนนี้ก็มีหลายช่องทางพอสมควร

 

shopspot_community_workshop-18-min

Era-won : เริ่มมาประมาน 6 ปี ในเครือใหญ่สหพัฒน์ ตอนแรกเข้าไปให้ทำโปรเจค ให้ทำกางเกง ซึ่งตอนนั้นมีเครือโรงงานที่ชื่อเอราวัณเป็นโรงงานที่ใหญ่ เรามีไอเดียที่อยากทำกางเกงที่ดี ที่ใครใส่ก็ได้ตัวละไม่เกินสองพัน อยากให้เพื่อนใส่กางเกงเจ๋งๆ ตอนแรกใช้ Facebook เพื่อการ PR อย่างเดียว ช่วงแรกที่ทำเริ่มจากขายในห้าง ซึ่งขายดีมาก เลยมีการขยายสาขา ปีแรกเปิดไป 35 สาขาขยายไปต่างจังหวัดด้วย ปรากฎเจ๊ง! ด้วยตอนแรกเรื่องแบรนด์ยังไม่แข็งแกร่ง
Era-won : เวลาเราปิดแต่ละสาขา จะมีการทิ้งนามบัตร ปรากฎลูกค้าโทรมาว่า อยากได้กางเกงตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำไงก็เลยให้ลูกค้าโอนมาก่อนแล้วส่งให้ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการขายออนไลน์ ตอนแรกที่เริ่มทำมีแค่ 2 คนเอง จนตอนนี้มี 150 คน
 .
Era-won : ตอนทำ Facebook แรกๆ เราแค่อยากรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และอยากให้ลูกค้าเห็นสินค้า โพสต์แรกเราก็ถ่ายรูปธรรมดา รูปนั้นมีคน comment 170 comment หลังจากนั้นก็ทำกันไม่ไหวเลย
  .Tips : ยอดขาย Era-won ปีนึงขายประมาณ 300 ล้านบาท กางเกงคิดเป็น 35%
 . 
Nympheart : เริ่มทำตั้งแต่ตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย โดยเราเริ่มจากวัตถุดิบไม้ และอุปกรณ์โรงงานจากในคณะ และก็ขายตาม Instagram, Facebook พอเรียนจบมา ก็ตั้งแบรนด์จริงจังเปิดเป็น workshop เปิดเป็นโรงงานของตัวเอง ตอนนี้มีหน้าร้านอยู่ตามพวก selected storeและช่องทางออนไลน์ก็จะขายผ่าน Instagram , Facebook และต่างประเทศ ตอนเริ่มต้นเราไม่ได้จริงจัง แต่เพราะผลตอบรับมาดี ก็เลยเริ่มทำจริงจัง ปัจจุบันนี้เราก็ขยายไปไลน์ตกแต่งบ้านและเคสมือถือ
  .

Q : สัดส่วนลูกค้าของแต่ละแบรนด์?

Nympheart :  เริ่มแรกเรามองว่าช่องทางออนไลน์มากกว่า แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่ามาจากออฟไลน์เป็นหลัก ส่วนใหญ่ 70% เป็นชาวต่างชาติ และเป็นออร์เดอใหญ่ เพราะเราเป็นโรงงานเล็ก ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะมาจากพวกงานแฟร์
 ..
Zettino : ช่วงแรกเราก็เปิดพวก Instagram, Facebook ทุกช่องทางปกติแหละครับ ยังจำได้บูธแรกเราไปออกที่สาธร ตอนนั้นราคา 3800 บาท 3 วัน ซึ่งตอนนั้นเราก็มองว่า zettino ไม่ได้อยากเน้นตัวเองที่หน้าร้านขนาดนั้น เพราะมันมีทั้งค่าจ้างพนักงาน ค่าโน่นค่านี่ เลยพยายาม  shift ตัวเอง มาทางออนไลน์มากขึ้น ตอนนั้นก็ตั้งเลยว่าเราจะออกบูธแค่เดือนละครั้ง แต่สมัยก่อน event มันมีไม่เยอะ แต่ปัจจุบันมันมีแทบทุกอาทิตย์ คนเลยไม่ได้มีความรู้สึกว่า จะต้องเดิน ก็เลยเปลี่ยนไปซื้อโฆษณามากขึ้น โดยเราจะรันโฆษณาทีละ 5 ชุดคือลองอันนี้ ดูว่าผลตอบรับเป็นยังไง แล้วเริ่มจดว่าผลลัพธ์ แต่ละกลุ่มเป็นยังไง เพื่อหาความแตกต่าง และนำเอาไปปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  .
shopspot_community_workshop-13
 
Zettino : ปัจจุบัน website มี 2 version คือ .in.th และ.com เพราะเรามองตลาดต่างประเทศมากขึ้น เราพายามทำให้ in.th เป็นของตลาดไทยที่ราคาถูกหน่อยส่วน .com จะเน้นตลาด worldwide
  .
Era-won : เรามีทุกช่องทางเลยทั้ง Facebook, line, Instagram, website  แต่สัดส่วนเราจะมาจากหน้าร้านเยอะกว่าเพราะเรามีหลายสาขา มีต่างประเทศด้วย มีที่ลาวด้วยนะ
 .

Q : ขอถาม Nympheart เรามีการทำการตลาดยังไง ที่ทำให้เป็นที่รู้จักจนมาได้ถึงจุดนี้?

Nympheart : เราต้องทำตัวให้เป็นที่รู้จักไม่ว่าจะเป็นการออกบูธ ถ้าขายทางออนไลน์ก็ต้องโปรโมท แบรนด์เราอาจจะมีปัญหาตรงที่ว่า คนต้องเห็นของจริงก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ลูกค้าก็ชอบมาถามว่าดูของจริงได้ที่ไหน ช่องทางออนไลน์แบรนด์เราเวิร์คในระดับนึงแต่ มันไม่เวิร์คในส่วนที่ว่า สินค้าเราแต่ละชิ้นมันไม่เหมือนกัน ทำให้การโปรโมทออนไลน์ของเรามันโปรโมทโพสต์เดิมไม่ได้
shopspot_community_workshop-26

Q : อยากให้ Nympheart แชร์เอกลักษณ์ในเรื่องของการแชร์คำคม

Nympheart : สินค้าของพวกเรามันเป็นพวกงานดีไซน์ ซึ่งคนไทยอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่ามันสวยยังไง เราเลยอยากอธิบายให้เขาฟัง ให้เขาเห็นคุณค่าของเรา เศษไม้ที่คนๆนึงมองบางคนอาจจะมองว่าไม่มีประโยชน์ บางคนอาจจะเอาไปทำเครื่องประดับ รวมถึงเรื่องของกระบวนความคิดและเทคโนโลยีที่หลายคนลืมนึกถึง ต้นทุนสินค้าเราอาจจะไม่ได้สูง แต่คุณค่าของงานแต่ละชิ้นของเรามันมีราคา ไม้ที่เราเอามาเราเอามาทั้งต้น
 .
Nympheart
: เรามีคลิปวิดีโอพรีเซ็นต์ขั้นตอนการทำของเรา อัพโหลดลงใน Youtube

 .

Q : ทำไมถึงเลือกส่งผ่านวิดีโอ?

Nympheart : เพราะ product ของเราเป็นเรื่องของเรื่องราว เราอยากให้ลูกค้าเห็นคุณค่าตั้งแต่คัดเลือกไม้ จน process ทุกอย่าง

 .

Q:  เล่า case study ที่ success และ fail ของการทำการตลาดออนไลน์?

Zettino : เราตั้งธงของเราคือเราไม่เน้นโปรโมชั่นและลดราคา เพราะเราไม่อยากให้แบรนด์ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่เน้นลดราคา แต่เราจะเลือกออกแคมเปญอะไรที่มันน่ารักๆแทน เช่น โปรโมชั่นเก่าแลกใหม่ได้ลด 15% แล้วเราเอากระเป๋าเก่าทั้งหมดที่ลูกค้าเอามาแลก ไปบริจาค ซึ่งมันเหมือนเป็นการสร้างแบรนด์ไปด้วย หรืออย่างช่วงวาเลนไทน์เราก็มีกล่องไม้ที่ลูกค้าสามารถซื้อเพิ่มได้ กล่องไม้จะการตกแต่งให้สวยงาม มีดอกไม้ (จริงๆต้นทุน 200 บาท แต่เราคิด 150 บาท) ซึ่ง promotion แต่ละอย่างที่ออกมา เป็นการสร้าง branding ให้เราด้วย ในส่วนของ case ที่ fail เรายังไม่ค่อยมีแคมเปญ ที่รู้สึกว่า fail นะ แต่อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิดมากกว่า แต่ขอเสริมเรื่องการลดราคา ถ้าหากว่าเราลดราคาไปเรื่อยๆ เราจะไม่รู้ว่าลูกค้าซื้อ เพราะเรารึเปล่า ซื้อเพราะแบรนด์ หรือจริงๆซื้อเพราะราคาถูก
shopspot_community_workshop-12-min_resize
.
เกร็ดเล็กๆ:

สิ่งหนึ่งที่อยากแชร์คือถ้าสินค้าตัวจริงสวยกว่ารูปได้ ผลตอบรับที่ได้จะดีกว่า เขาจะประทับใจมากกว่า 

Erawon :  เรามีการลองแก้ปัญหาของคนที่ไม่ได้ลองสินค้าเรา โดยลองใช้รถตู้ ให้ลูกค้ามาลอง ถามว่า success ไหม ไม่มีใครกลับมาซื้อเลยสักคน โดยส่วนตัวมองว่าเสื้อผ้ามันเป็น emotion ของคน ส่วนแคมเปญที่ success มีล่าสุดที่คุณนท the star มาซื้อเสื้อผ้าเรา 70 ตัว เราก็เลยทำแคมเปญสนุกๆขึ้นมาเป็น  corporate uniform ซึ่งกลายเป็นตอนนี้มีประมาณ 300 บริษัทติดต่อเรามาให้เราทำ uniform ให้

shopspot_community_workshop-21-min

Erawon : 
ใน case ที่ fail น่าจะเป็นเรื่องเงินๆทองๆ เราเคยมีการจัดโปรโมชั่นที่เป็น free shipping ซึ่งเราขายดีมากแต่ปรากฎว่ากำไรเราก็น้อยมากเช่นกัน เพราะค่าส่งของเรามันแพง ฉะนั้นเราต้องคำนวณต้นทุนของเราให้ดี
 .
Nympheart : ปกติเราจะมีจัดโปรโมชั่นเวลาออกงานแฟร์น่ะค่ะ
 .

Q : ลูกค้าออนไลน์ ออฟไลน์มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

Nympheart : ส่วนใหญ่ลูกค้าออนไลน์จะชอบต่อราคา ขณะที่ลูกค้ามาที่ร้านจะซื้อเลย อาจเป็นเพราะส่วนใหญ่ลูกค้าที่ซื้อออนไลน์ จะชั่งใจเพราะยังไม่เห็นสินค้า
  .
เกร็ดเล็กน้อย :  มี selected store ชวนไปวางขายสินค้าบอกว่าเป็นแหล่งรวมดีไซนเนอร์ ปรากฎร้านนั้นมีแต่เสื้อผ้า ซึ่งกลายเป็นว่าไม่มีลูกค้าซื้อสินค้าเราเลย มันเหมือนเราอยู่ผิดที่ แต่พอเราอยู่ถูกที่มันก็จะให้ผลที่ดีเอง
 
shopspot_community_workshop-14  
Nympheart :  นอกจากนี้เราจะเลือกแอพที่มันเหมาะกับเรา เช่น ลูกค้าเราชอบของดีไซน์ ของมีคุณภาพ บางแอพเปิดให้ใครเข้ามาขายก็ได้ส่วน ShopSpot จะเน้นเรื่องของดีไซน์ซึ่งเราก็โอเคเพราะตรงกับกลุ่มลูกค้าที่เราต้องการ เราก็จะเจอลูกค้าที่ชอบของเรา
Erawon : ส่วนตัวมองว่าการทำออนไลน์ตอนนี้มันค่องข้างยาก เพราะมีคนที่เข้ามาใหม่ๆ ซึ่งถ้าให้แนะนำจะมองเรื่องของ partner เป็นเรื่องของการแชร์กัน มาช่วยกัน มันน่าจะมีพลังมากขึ้นนอกเหนือจากการซื้อโฆษณาอย่างเดียว เช่น ตอนนี้เราก็มี partner ทั้งค่ายเพลง, หนังสือ , ShopSpot
Zettino : ขอเล่าเคสลูกค้าผู้ชายโทรเข้ามานิดนึง คือเขาคุยแป็ปนึงแล้วก็ยื่นให้แฟนคุย ผู้ชายบางคนซื้อแล้วไม่ขออนุญาตแฟน หรือซื้อสินค้าไม่ต่อราคา ก็จะโดนดุ ซึ่งตอนนั้นพอผู้หญิงต่อไม่ได้ก็จะจบและจะได้ไม่ทะเลาะกัน
    
 shopspot_community_workshop-20-min
Zettino : เวลาทำ Facebook page เราควร set ตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจนไปเลยว่าแอดมินของเราเป็นใคร เช่น อย่างเราจะเป็นผู้ชายสุภาพ เวลาเราเขียน เราจะใช้ภาษาที่สุภาพ ไม่กระโชกโฮกฮาก ซึ่งภาษาที่เราใช้ในการสื่อสารออกไป มันก็จะ attract ลูกค้าที่ไม่เหมือนกัน ของเราหลักที่สำคัญเสมอคือ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร เราจะปิดงานให้ลูกค้าแฮปปี้ที่สุด เราจะมีฤดูกาลโทรศัพท์ โดยมีการเซ็ตห้องขึ้นมาเพื่อโทรหาลูกค้าเรา เพื่อเช็คว่าลูกค้าแฮปปี้ไม่แฮปปี้ และเราก็จะนำสิ่งที่รับฟังแล้วนำมาปรับให้ดีขึ้น ลูกค้าของเราก็เห็นว่าเรามีการรับฟังและแก้ไข เขาก็จะกลายเป็น loyalty ของเราด้วย
Zettino : เราอยากให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษมากขึ้น เราก็จะมีบัตร vip ให้ เมื่อลูกค้าซื้อครบหนึ่งหมื่นบาท หรือแม้กระทั้งในเรื่องของนามบัตร อย่างนามบัตรของเราจะเป็นรูปภาพสินค้า และ contact และนามบัตรจะมีหลายแบบ ซึ่งลูกค้าชอบอันไหนก็เอาอันนั้นไปด้วยเลย
shopspot_community_workshop-17-min_rez

 

Era-won: ทุกอย่างมันต้องเริ่มใหม่ด้วยกันหมด ผมจะพยายามสอนน้องเสมอว่า เวลาคุณเจอปัญหาแล้วคุณรีบกลับมาแก้ภายใน 3 วัน คุณทำแค่นี้รับรองว่าคุณก็ชนะคนอื่นแแล้ว และผมมองว่าตอนนี้ถึงแม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่มันก็ไม่มีใครแต่งตัวแย่ลงหรอก ฉะนั้นผมก็มองว่าตลาดแฟชั่นก็ยังคงโตไปเรื่อยๆได้นะ
Zettino : คุยกับคนเยอะๆครับ ไอเดียยิ่งกั๊กเรายิ่งเสียเปรียบ ยิ่งคุยเยอะ ยิ่งได้ฟีดแบคเยอะขึ้น เราเองก็ไม่ได้เป็นแบรนด์ใหญ่โตตั้งแต่เริ่มแรกแต่เราขวนขวายไปคุย คุยเยอะๆ คิดเยอะๆ คิดให้แตกต่าง
Nympheart : ยุคสมัยนี้ คนมีพลังมีไฟที่อยากจะทำอะไรของตนเองก็จะเกิดคู่แข่งขึ้น ฉะนั้นเราอย่าหลงตัวเอง หรือต่อให้เราจะเก่งแค่ไหนเราต้องพยายามเรียนรู้ทุกๆวัน เราต้องทำตัวให้ผู้ใหญ่หรือคนที่อยู่ในวงการเป็นมิตรกับเรา ไม่ใช่ทุกคนที่ทำเหมือนเราจะเป็นคู่แข่งเรา แบรนด์ไทยน่าจะจับมือกันแล้วเดินไปด้วยกัน ร่วมมือกันไปสู้กับต่างประเทศดีกว่
shopspot_community_workshop
ทั้งหมดนี้ คือ ความตั้งใจของ ShopSpot ที่ได้เริ่มจัดงานสัมมนาเล็กๆ เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ ให้กับผู้ประกอบการหน้าใหม่ หรือผู้ที่อยากจะเริ่มสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง ได้มีความรู้เพื่อนำไปปรับใช้ พัฒนาต่อยอดกับธุรกิจหรือแบรนด์ได้อยากยั่งยืน และยังถือเป็นจุดเริ่มต้นอันดีที่ ShopSpotจะได้รู้จักกับเจ้าของแบรนด์ต่างๆ มากขึ้นด้วย และแน่นอนว่า ในเดือนต่อไป ShopSpot Community Workshop จะมีกิจกรรมดีๆแบบนี้อีกแน่นอน ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ต้องคอยติดตามกันให้ดีๆ บรรดาพ่อค้า แม่ค้า ออนไลน์ ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเลยค่ะติดตามข่าวสารของเราได้ที่
shopspot_community_workshop-24

 

Facebook message: ShopSpot TH
Instagram : ShopSpot_TH
Line: @ShopSpot
Tel. 091-741-7295

Shopspot_free_download

บทความที่คุณอาจจะชอบ

อัพเดทลุคสุดชิคกับ 10 ShopSpotter ประจำเดือนพฤษภาค... Weekly Look มาแล้วจ้า! วีคนี้เราหยิบเอาลุคจากชาว ShopSpotter ชิค ๆ มาให้ส่องกันเพียบ! จะสายมินิมอล สายฮิปสเตอร์ สายร็อค สายหวาน หรือสายสตรีท รีบตามไปด...
LINE MAN เอาใจพ่อค้าแม่ค้า กับบริการใหม่ รับ – ส่ง...  LINE MAN สวัสดีค่ะสาว ๆ ตอนนี้ก็กำลังเข้าสู่หน้าฝน ที่บางวันตอนเช้าแดดก็ร้อนเปรี้ยง เย็นมาฟ้าก็ครึ้มฝนก็ตก สาว ๆ คนไหนต้องเดินทางไปทำงานก็เตรียมพก...
อัพเดทลุคสุดชิคกับ 10 ShopSpotters ประจำเดือนเมษาย... ได้เวลาอัพเดท Weekly Look สุดชิคในเดือนแห่งซัมเมอร์นี้กับชาว ShopSpotter กันแล้วจ้า วันนี้เราหยิบการมิกซ์แอนด์แมทช์คูล ๆ มาดับร้อนกับ 10 ลุคมาฝากเพื่อ...
dbSelect เสื้อคลุมสวย หลากสไตล์ ในราคาย่อมเยา (ร้า... Shop Of The Week ประจำสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม พบกับร้าน  dbSelect เสื้อคลุมสุดสวยที่มีให้เลือกหลายแบบ และราคาไม่แพงด้วย ใส่เพื่อเพิ่มความชิคให้กับ...